วิธีออมเงินแบบ ง๊าย ง่าย แต่ได้ผลแน่นอน

พูดถึงเรื่องการเก็บเงิน หรือ ออมเงินเนี่ย มันเป็นวาระแห่งชาติชาติกันเลยทีเดียวล่ะค่ะ พี่น้อง จะมีกันซักกี่คนที่มีวินัย อดทน ในการออมเงินอย่างมีระเบียบแบบแผน และออมได้ทุกเดือนสม่ำเสมอ ยิ่งในสังคมปัจจุบันนี้แล้ว บอกเลยว่าค่ะ ว่ายากมากถึงมากที่สุด 5555 จะเอาเงินที่ไหนมาเก็บมาออมกันล่ะ ใช้แต่ละเดือนยังไม่พอจะใช้กันเลย ชักหน้าไม่ถึงหลัง จะใช้ให้เดือนชนเดือนยังลำบากกันเลย เจ้าหนี้ทั้งหลายก็ตามติด ชนิดโทรศัพท์ดังทีไร เป็นสะดุ้งเฮือกก่อนทุกที แต่ถ้าที่ทำงานมีการบังคับให้ออมก็โชคดีไป อนาคตจะได้ไม่ลำบากมาก  แต่สำหรับใครไม่มีล่ะ ก็คงจะต้องหาวิธีการเก็บการออมกันเอาเอง เอาล่ะ ทีนี้เรามาดูวิธีออมเงินกันว่าจะมีวิธีไหนมั่งที่จะออมได้ผล ก็ลองหาข้อมูลใน Google  โอ้ว! แม่เจ้าเยอะมากเลย หลากหลายวิธีการ พอได้ข้อมูลมาเราก็ลงมือปฎิบัติในทันใด เรื่องแบบนี้เริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดี ลองทุกวิธีที่ Google แนะนำมา สรุปล้มไม่เป็นท่าสำหรับหลากหลายวิธีการ ทำไงดี หรือเราทำผิดวิธีหว่า ต้องทำไงดี แต่ก็ได้ข้อสรุปจากการที่ทำมามาแล้วไม่สำเร็จ คือ

  1. เราไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราจะเก็บเงินเอาไปทำอะไร เลยทำให้ล่องลอยไปวัน ๆ ได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ชิล ชิล วินัยม่ายยยย! มีเลย
  2. ไม่ได้กำหนดวันเวลาที่แน่นอนว่าต้องเก็บเงินนานแค่ไหน ถึงเมื่อไหร่ พอไม่มีวันเวลากำหนด ทีนี้ก็ยาวไปแบบไม่รู้เมื่อไหร่จะจบโปรเจ็คนี้ซะที
  3. ใช้วิธีการที่ยุ่งยากเกินไปสำหรับตัวเอง

พอสรุปกับตัวเองได้ประมาณ 3 ข้อ ที่เป็นเหตุให้ล้มเหลวในการเก็บออมเงิน ก็ลองใหม่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทำตรงข้าม 3 ข้อที่ล้มเหลว 5555 มันต้องย้อนทางเดิมซะหน่อยค่ะ

  1. กำหนดเป้าหมายชัดเจนว่าจะเก็บไปทำอะไร เช่น  ซื้อไอโฟน  8 พลัส, เอาไว้ฝากประจำ, เที่ยวญี่ปุ่น ฯลฯ ตามชอบเลย
  2. ระบุกำหนดไว้เลยค่ะว่า จะใช้เวลาเก็บนานเท่าไหร่  3 เดือน  6 เดือนก็พอ อย่านานเกินมันจะเบื่อไปก่อน มันรู้สึกดีที่ได้ แงะกระปุกนับเงินบ่อย ๆ ทุก  3 เดือน  6 เดือน ถ้านับแล้วไม่พอทำไง ก็ทำอีกรอบ อีกรอบ และก็อีกรอบ จนกว่าจะโอเค
  3. ทีนี้ก็วิธีการออม เลือกหาวิธีการเก็บที่ง่าย สนุก สบายใจ ก็เลือกวิธีการเก็บแบ็งค์  50 บาท และเหรียญ  10 บาท

วิธีออมเงินแบบง่าย สนุก สบายใจ

  • หลังจากทำข้อ 1 และ 2 เรียบร้อยก็ทำข้อ 3 คือ เริ่มหาประปุกออมสินที่จะใช้ใส่เงินก่อนเลย ลองหาอันที่น่ารัก ๆ หรืออันที่เป็นแรงบันดาลใจในการออมให้เราได้ พอหาอุปกรณ์ในการออมได้แล้วเราก็มาเริ่มปฏิบัติภารกิจในการออมได้เลย

  • วิธีการก็ง่ายมาก มีแบ็งค์แบงค์  50 บาท และเหรียญ  10 หลุดเข้ามาอยู่ในมือเมื่อไหร่ พับเก็บยัดเก็บไว้ในกระเป๋า ไม่จ่าย กลับถึงบ้านยัดใส่กระปุกทันที อย่ารอช้า เดี๋ยวมันจะหาย อิอิ!!! ที่เลือกเก็บแบงค์  50 บาท เหรียญ  10 เนี่ย  ก็มีเหตุผลนะ คือ แบงค์  50 บาท ไม่เจอบ่อย แต่ก็เจอ มันได้ลุ้นสนุก เพราะถ้าเป็นแบ็งค์  20 เจอบ่อยมาก ไม่ลุ้นเลย!  ส่วนเหรียญ  10 นี่เห็นเมื่อไหร่ เก็บเลยค่ะ  เป็นของแถมเพลิน ๆ พอกลับถึงบ้านก็หยอดกระปุกไปได้เลย ไม่ต้องมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ทำแรก ๆ ก็ติด ๆ ขัด ๆ เหมือนกันนะคะ บางวันเจอแบงค์  50 ตั้ง 3-4 ใบ (555ถ้าเจอวันละ 3-4 ใบนี่ เหี่ยวเลยนะ รู้สึกเยอะไปป่าว แต่สุดท้ายก็เก็บ) แต่ก็ไม่ทุกวันนะที่เจอแบงค์  50  พอครบ  3 เดือน  6 เดือนตามที่กำหนด ก็ลองเอาเงินออกมานับ โอ้วววววว ได้ตั้ง 2,000 กว่าบาท มีกำลังใจขึ้นมาทันที ทำต่อไปเรื่อย ๆ ทำให้เป็นนิสัย ทุก ๆ  3 เดือน 6 เดือนก็เอาเงินที่เก็บไว้ออกมานับ ตอนนั่งนับทีละใบ ๆ แบบว่าโคตรมีความสุขจริง ๆ รู้สึกรวย รู้สึกดีมาก เวลาเห็นจำนวนเงินเพิ่มขึ้นมาตามเป้าหมายที่วางไว้ 

พอเก็บแบบนี้ หลาย ๆ รอบ เริ่มรู้เลยว่า เรามีระเบียบวินัยในการออมเงินมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องมีข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้นในการที่จะไม่เก็บเงิน  และอาจจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับใครบางคนที่จะได้มีเงินทำตามเป้าหมายที่วางไว้

สุดท้ายขอบอกว่า การออม คือ จุดเริ่มต้นของเศรษฐีในอนาคตทุกคน เพราะมหาเศรษฐีในมหานครบาบิโลน เคยกล่าวไว้ว่า “ได้เงินมา ต้องจ่ายให้ตัวเองก่อนเสมอ” การออม คือ การจ่ายให้ตัวเอง ก่อนจ่ายให้คนอื่นนะคะ

เป็นเพื่อนกันได้ อ่านแล้วดีฝากแชร์ด้วยนะคะ

Line id : manussanank
Mobile : 089 447 2161

ลิงค์แนะนำ ลดน้ำหนักด้วยบอดี้คีย์ (BodyKey) จาก 67 เหลือ 59 กรูทำได้!

 

 

 

7 วิธีเพิ่มการเผาผลาญไขมันให้วายวอด

ฮัลโหลคนหุ่นดี วันนี้มีประเด็นมาเหล้า อ่ะ! เล่าสู่กันฟังอีกแล้วค่ะ จากประสบการณ์ที่ได้ลดน้ำหนักด้วยตัวเองมา และช่วยให้คำแนะนำเพื่อน ๆ ให้ลดน้ำหนัก เพื่อหุ่นสวย สุขภาพดี มักจะได้ยินคำถามหนึ่งที่จะได้ยินบ่อยมากเลย คือ “อัตราการเผาผลาญ เกี่ยวอะไรกับการลดน้ำหนัก” นั่นอะดิ แล้วมันเกี่ยวอะไรกันยังไง ทำไม เพราะอะไร ? แล้วจะมีใครรู้มั่งว่าอัตราการเผาผลาญมันเกี่ยวอะไรกันกับการลดน้ำหนัก ยกมือ หนูรู้ค่ะ!!! หนูขอตอบค่ะ คุณคู

อัตราการเผาผลาญในร่างกาย คือ ค่าประเมินปริมาณพลังงาน หรือแคลอรี่ที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน ทีนี้ในแต่ละวันที่ใช้พลังงาน ร่างกายของเราใช้ไปกับ 3 ส่วนนี้ค่ะ

กราฟอัตราการเผาผลาญในแต่ละวัน
  1. Basal Metabolic Rate 60-65%   คือ อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานในแต่ละวัน เรียกย่อ ๆ ว่า ค่า BMR หมายถึง ปริมาณพลังงานที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้เพื่อการทำงานของร่างกายขั้นพื้นฐาน เราอาจจะได้ยินบ่อย ๆ หรือเห็นจากเครื่องตาชั่งที่วัดองค์ประกอบร่างกายได้ จะมีคำนวณค่านี้มาให้เราด้วย โดยคิดคำนวณจากพลังงานที่อวัยวะต่าง ๆ ต้องใช้ประจำวัน เช่น หัวใจ สมอง กล้ามเนื้อ ไต ตับ เป็นต้น หรือค่าพลังงานขั้นต่ำที่ใช้ สำหรับคนที่นอนนิ่งทั้งวัน และไม่กินอะไรเลย ขนาดอยู่นิ่ง ๆ ยังต้องใช้พลังงานเลย แถมเยอะที่สุด
  2. Physical Activity 25-35%  คือ อัตราการเผาผลาญพลังงานจากกิจกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ของแต่ละคน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณกิจกรรมในระหว่างวัน ค่าจะเพิ่มสูงขึ้นในคนที่ออกกำลังกายมาก ๆ เดินเร็ว เดินช้า กวาดบ้าน ซักผ้า เป็นต้น
  3. Digestion 5-10%  คือ อัตราการเผาผลาญพลังงานจากการย่อยอาหารที่เรากินในแต่ละวัน ซึ่งพลังงานที่ใช้ในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณอาหารทีกิน ยกตัวอย่าง เช่น อาหารโปรตีนสูงจะกระตุ้นการเผาผลาญมากกว่าอาหารคาร์โบไฮเดรตหรือไขมัน เป็นต้น

อัตราการเผาผลาญรวมส่วนใหญ่จะมาจากการเผาผลาญพื้นฐาน 60-65%  การเผาผลาญจากกิจกรรม 25-35%  และการเผาผลาญจากการย่อยอาหาร  5-10%  จะเห็นได้ว่าการเผาผลาญที่เกิดจากการออกกำลังกายเป็นเพียงแค่ 1/3 – 1/4 ของการเผาผลาญทั้งร่างกาย แต่การเพิ่มการเผาผลาญพื้นฐานจะมีผลต่ออัตราการเผาผลาญทั้งร่างกายมากกว่า ปัจจัยที่เพิ่มการเผาผลาญพื้นฐาน ได้แก่ การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ลดมวลไขมัน ลดความเครียด และการรับประทานสารอาหารให้ครบถ้วน ซึ่งผู้คนที่ลดน้ำหนักส่วนใหญ่จะมุ่งเน้น ให้ความสนใจกับตัวเลขบนหน้าปัดเครื่องชั่งน้ำหนัก ซึ่งที่ถูกต้องคือ ต้องมุ่งความสนใจไปที่มวลกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญ

การย่อยสารอาหาร พบว่าร่างกายจะมีการดึงพลังงานไปใช้ในการย่อย ดูดซึม หรือเผาผลาญอาหารโปรตีนสูงที่สุด ดังนั้น สำหรับคนที่ชอบกินอาหารประเภทโปรตีนก็จะมีอัตราการเผาผลาญในส่วนการย่อยอาหารสูงกว่าคนที่รับประทานอาหารอื่นทั่วไป

แล้วเราจะมีวิธีรักษาอัตราการเผาผลาญของร่างกายให้ดีได้อย่างไร ลองปฏิบัติตาม 7 วิธีด้านล่างนี้ดูนะคะ รับรองเพิ่มโลด เผาผลาญวายวอดแน่นอน

วิธีการรักษาการเผาผลาญ  (เครดิตภาพ  pixabay.com)

7 วิธีการรักษาการเผาผลาญให้ดีเต็มที่อยู่เสมอ

  1. เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ เซลล์กล้ามเนื้อนั้นเปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่จะมีการเผาผลาญพลังงานเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ยิ่งคนที่มีมวลกล้ามเนื้อมาก ก็จะยิ่งเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น
  2. กินน้อยลง บ่อยขึ้น เพราะคนที่กินอาหารไม่เป็นเวลาจะทำให้ร่างกายขาดพลังงานเป็นช่วงๆ ทำให้การเผาผลาญในร่างกายเริ่มมีชะลอตัวลง
  3. เพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหว ร่างกาย แน่นอนว่า การกินอาหารของคุณจะต้องพอเหมาะกับกิจกรรมในแต่ละวันด้วย หากคุณกินอาหารมากขึ้น ร่างกายก็ควรเคลื่อนไหวมากขึ้นด้วย
  4. เลือกอาหารที่กิน  อาหารที่มีใยอาหารช่วยในการดูดซึมพลังงานช้าลง ทำให้ระดับพลังงานในร่างกายคงที่มากขึ้น
  5. ลดความเครียด เพราะร่างกายที่เครียดจะลดการเผาผลาญอย่างรวดเร็ว เพื่อเก็บพลังงานไว้ต่อสู้กับความเครียดให้ได้มากที่สุด
  6. ดื่มน้ำให้พอ เนื่องด้วยปฏิกิริยาการเผาผลาญในร่างกาย จำเป็นต้องมีน้ำเป็นส่วนประกอบด้วยเสมอ และร่างกายที่ขาดน้ำจึงชะลอการเผาผลาญให้ช้าลงได้
  7. เสริมสารอาหารเพิ่มเผาผลาญ เลือกกินอาหาร หรือเสริมสารอาหารประเภทที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญให้มากขึ้น

ปัจจัยที่สำคัญในการควบคุมน้ำหนัก คือ การปรับสมดุลพลังงานในร่างกาย

” เมื่อคุณกินอาหารมากขึ้น แต่คุณสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญให้สูงขึ้นด้วย น้ำหนักก็จะไม่เพิ่ม น้ำหนักจะคงที่หรืออาจจะลดลง “

” แต่ถ้าคุณต้องการลดน้ำหนักสิ่งสำคัญที่ทำให้น้ำหนักลดได้ก็ คือ การควบคุมแคลอรี่ที่เข้าสู่ร่างกายให้ลดลง และเพิ่มอัตราการเผาผลาญให้มากขึ้น พูดง่ายๆก็คือ เอาเข้าให้น้อย เอาออกให้มาก “

เป็นเพื่อนกันได้ อ่านแล้วดีฝากแชร์ด้วยนะคะ

Line id : manussanank
Mobile : 089 447 2161

ลิงค์แนะนำ ลดน้ำหนักด้วยบอดี้คีย์ (BodyKey) จาก 67 เหลือ 59 กรูทำได้!

อ้างอิง  เอกสารเคล็ดลับการควบคุมน้ำหนัก บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด

 

 

คนไทยนิสัยผึ้งน้อย อึ้ง ทึ่ง อ้วน ตาย!

ทำไมถึงบอกว่า “คนไทยนิสัยผึ้ง” มันมีเหตุค่ะ ก็มีวันนึงพอดีมีนัดไปทำธุระย่านสีลม ก็เป็นวันธรรมดา วันทำงานปกติทั่วไปนี่ล่ะ ลงจากมอไซด์เสร็จก็เดินไปเรื่อย ๆ ก็มองดูบรรยากาศรอบ ๆ ตัวไปเรื่อย ก็คงเหมือนสถานที่อื่น ๆ ใน กทม ที่เป็นย่านของคนทำงาน แต่เอ๊ะ!!!! สังเกตเห็นพฤติกรรมบางอย่างของสาว ๆ หรือหนุ่ม ๆ ในวัยทำงาน หรือแม้แต่เด็กนักเรียน ในมือถือแก้วหรือหิ้วกันมาคนละแก้ว มันเป็นแฟชั่นใหม่หรือเปล่าเนี่ย มันคือ กาแฟ น้ำหวาน คนละแก้ว สองแก้ว พร้อมขนม 1 ถุง เดินมาอีกหน่อยก็เห็นแถวยาวเฟื้อยเลย ด้วยความสงสัยเขาทำอะไรกัน อ๋อ! คนเข้าคิวซื้อของบางอย่าง มันคือ น้ำหวาน!! ขอย้ำนะคะ มันคือน้ำหวาน!!! หรือนี่คนไทยเป็นผึ้งไปหมดแล้ว ต้องออกหาน้ำหวานกันตั้งแต่เช้า บางคนหากินเช้าเที่ยงเย็นกันไปเลย ขยันหาน้ำหวานเข้าตัวกันจริง ๆ

ชาเย็น ชาไข่มุก โอเลี้ยง กาแฟเย็น น้ำหวานเหล่านี้ เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เราอ้วนได้ง่าย ๆ บางคนดื่มวันละ 3 แก้ว 3 เวลากันเลย ทำให้น้ำหนักพุ่งพรวดเกินมาตรฐานกันไป ส่วนผสมหลัก ๆ ของน้ำหวานเหล่านี้ก็ คือ

  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 45 แคลอรี่
  • นมข้นหวาน  1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 60 แคลอรี่
  • นมข้นจืด 1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 43 แคลอรี่
  • ผงกาแฟ ชา และผงโกโก้ ให้พลังงานไม่เกิน 30 แคลอรี่ ต่อแก้ว

เรามาลองฝึกคำนวณกันเล่น ๆ ดูนะคะว่า บรรดาน้ำหวานเหล่านี้ แคลอรี่รวมเท่าไหร่ เอาสักตัวอย่างหนึ่งละกัน เอาเป็นกาแฟเย็นยอดฮิตละกันค่ะ

ส่วนผสมชงกาแฟเย็น
  • กาแฟเย็น ส่วนผสม
    • ผงโอเลี้ยง 2 ช้อนโต๊ะ (30 แคลอรี่)
    • น้ำ 1/2 ถ้วย
    • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ (45 x 2 = 90 แคลอรี่)
    • นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ (60 x 3 = 180 แคลอรี่)
    • นมข้นจืด ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ (43 x 1 = 43 แคลอรี่)
    • น้ำแข็ง

แคลอรี่รวมเท่ากับ 30+90+180+43 = 343 แคลอรี่ มันเท่ากับอาหารอะไรที่เรากินกันบ้างดูตามรูปด้านล่างนี่เลย

แคลอรี่ของอาหารที่ใกล้เคียงกับกาแฟเย็น 1 แก้ว

แล้วถ้าจะใช้พลังงานที่กินกาแฟเย็นแก้วนึงให้หมดไปต้องทำอย่างไร มาดูกัน ตามภาพด้านล่างนี่เลย ดูข้อมูลนะคะ อย่ามองแต่ท้องทะเลจนเพลินไปล่ะ บ่ บ่ บ่ เด้อค่ะ แน่ะยังดูอยู่อีก!!

แคลอรี่ของกาแฟเย็นแก้งนึง ทำอย่างไรถึงใช้หมดไม่เหลือเก็บสะสม (เครดิตภาพ  pixabay.com)

ตอนดูดกินน้ำหวาน มันหวานเย็นชื่นใจ แต่ทำไมตอนใช้มันให้หมดถึงยาวนาน ทรมานนะ ว่ายน้ำตั้ง 1.5 กม. กว่าจะหมด หมดแรงจมตั้งแต่ 200 เมตรแรกแล้วละค่ะ ส่วนน้ำหวานยอดฮิตชนิดอื่น ๆ แคลอรี่รวมเท่าไหร่กันบ้าง เบิ่ง ได้ตามรูปด้านล่างนี้เลย

น้ำหวานแต่ละอย่างแคลอรี่เท่าไหร่กันบ้าง

ทีนี้เรามาดูกันว่าแล้วน้ำหวานเหล่านี้ทำให้เราอ้วนได้ยังไง ?

มื้อเช้า

  • กินโจ๊กละกัน  1 ชาม   272 แคลอรี่
  • แวะซื้อกาแฟเย็น  1 แก้ว   317 แคลอรี่

มื้อเที่ยง

  • บะหมี่เย็นตาโฟ   1 ชาม   362 แคลอรี่
  • เปลี่ยนเป็นชาเย็น   1 แก้ว   319 แคลอรี่

มื้อเย็น

  • ข้าวหมูย่าง   1 จาน   443 แคลอรี่
  • ขอชาเขียวสักแก้ว   319 แคลอรี่

รวมวันนี้ทั้งวัน  2,032  แคลอรี่ ถ้าเราเป็นหญิงเผาผลาญวันละ  1,500 แคลอรี่ นั่นแสดงว่าเราจะเหลือเก็บเท่ากับ  2,032 – 1,500 = 532 แคลอรี่ คูณ 7 วันเท่ากับ 3,724 แคลอรี่ ซึ่งเท่ากับ น้ำหนักของเราจะเพิ่ม 0.5 กก. ต่อสัปดาห์ และเป็น 2 กก. ใน 1 เดือนโดยประมาณ อวบได้ในเวลาอันรวดเร็วนะคะ

ในทางกลับกันเราตัดน้ำหวาน เลิกทำตัวเป็นผึ้งออกไป พลังงานของเราที่กินเข้าไปจะเหลือแค่  1,077  แคลอรี่ แต่เราใช้พลังงานไปวันละ 1,500 – 1,077 = 427 x 7 วัน  =  2,989  แคลอรี่ น้ำหนักของเราก็จะค่อยลดลงเกือบครึ่งกิโลกรัม เดือนนึงก็เกือบ  2  กิโลกรัมเลยนะคะ แถมสุขภาพดี ลดความเสี่ยงจากการกินน้ำตาลมากเกินไป ลดโรคที่เกี่ยวข้องไปได้มากมาย

ก็อึ้งกันไปเลยละค่ะ! มิน่าคนไทยถึงอ้วนเป็นอันดับ  2  ในอาเซียน เราเป็นรองแค่มาเลเซียเท่านั้นเอง อนาคตอาจก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์อันดับ 1  แบบเต็มภาคภูมิ แต่ว่าจะดีใจ ดีหรือเปล่าน๊า!!

สรุปนะคะ แค่เราลด ละ เลิก บรรดาน้ำหวานชนิดต่าง ๆ ปล่อยให้ผึ้งทำหน้าที่เก็บน้ำหวานไป เราไม่ต้องทำตามผึ้งน้อย แค่นี้โอกาสที่เราจะอ้วนก็ยาก พฤกติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันทำให้เราอ้วน เราก็ต้องแก้ที่พฤกติกรรมโดยทำตรงกันข้าม ก็แค่นั้นเองค่ะ !!!  อตร. สำหรับหุ่นสวยงามของเรามันอยู่รอบตัวเรา อยู่ในวิถีชีวิตของเรานี่เอง มันใกล้จนเรามองไม่เห็น กว่าจะรู้ก็อวบ อ้วนซะแหล่ว !

เป็นเพื่อนร่วมรูปร่างดีไปด้วยกันนะคะ เป็นกำลังใจให้ทุกคน คุยกันได้ที่

เป็นเพื่อนกันได้ อ่านแล้วดีฝากแชร์ด้วยนะคะ

Line id : manussanank
Mobile : 089 447 2161

ลิงค์แนะนำ ลดน้ำหนักด้วยบอดี้คีย์ (BodyKey) จาก 67 เหลือ 59 กรูทำได้!

อาหารเช้าสำคัญแค่ไหนกับการลดน้ำหนัก

เคยรู้กันมั๊ยคะว่า… ทำไมคนส่วนใหญ่ไม่กินอาหารเช้า หรือกินให้น้อยที่สุด โดยบางคนกินแค่นม หรือ กาแฟ  เท่านั้นเอง หรืออาจเพราะบางคนอาจจะต้องรีบตื่นไปทำงานตั้งแต่เช้า ทำให้ไม่มีเวลากินอาหารเช้า จึงถือโอกาสไม่กินอาหารเช้า หรือข้าวเช้า เพื่อเป็นการประหยัดเวลา และถือโอกาสคุมน้ำหนักไปด้วยในตัว โดยเฉพาะสาว ๆ ที่เรื่องรูปร่าง ความสวย ความงาม เป็นสิ่งที่ต้องการที่สุดในชีวิต อย่างดิฉันเองนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยทานอาหารเช้า เพราะอาบน้ำเสร็จมองเห็นตัวเองในกระจก ว้าว!! ว้าย!! ตายแล่ว!! ใครอ่ะ? ในกระจก เอวหนา พกห่วงยาง พรางตัวด้วยเซลล์ลูไลท์ ต้นขาใหญ่เหมือนโรนัลโด้ โอ้โห! รับมะด้ายค่ะ เลยคิดว่าไม่กินมื้อเช้าน้ำหนักของเราน่าจะลดลง แต่การไม่กินอาหารเช้าหรือกินน้อย แทนที่จะเกิดประโยชน์หรือได้รูปร่างอย่างที่คิด กลับมีโทษมากกว่าประโยชน์มากมาย จนเราอาจจะคาดไม่ถึง แบบว่า Go so big เชียว!!!!

กินมื้อเช้าน้อย สารอาหารไม่ครบ น้ำหนักไม่ลด แต่กลับน้ำหนักเพิ่มขึ้น

เมื่อเราไม่กินอาหารมื้อเช้า แล้วมากินเอาตอนเที่ยง ร่างกายของเราจะไม่ได้รับสารอาหารติดต่อกันนาน 16-18 ชั่วโมง นับจากมื้อเย็นของเมื่อวานจนถึงมื้อเที่ยงของวันนี้ การที่ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารนานขนาดนั้น จะส่งผลต่อสุขภาพของเราอย่างไม่ต้องสงสัย จึงมีโอกาสเป็นโรคหรืออาการ ปวดหัว ง่วงนอน โรคความดัน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ได้ และมีผลงานวิจัยว่า คนที่ไม่กินอาหารเช้าเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งมากกว่าปกติ การงดกินอาหารเช้าทำให้เป็นโรคอ้วนได้ มีไขมันสะสมบริเวณท้อง และมีคอเลสเตอรอลสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังทำให้มีระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้นด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเบาหวานในที่สุด

ส่วนในเรื่องของการลดน้ำหนักนั้น การไม่กินอาหารเช้าก็จะทำให้ร่างกายสูญเสียโปรตีน กล้ามเนื้อ ทำให้ระบบเผาผลาญลดน้อยลง ร่างกายปรับตัวให้คล้ายสภาวะจำศีล ของสัตว์ต่าง ๆ แต่จะเก็บสะสมไขมันมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้น้ำหนักตัวของเราลดลงยากยิ่งขึ้นและทำให้น้ำหนักตัวเราเพิ่มง่ายยิ่งขึ้น โดยเรื่องนี้มีผลงานวิจัยรับรอง โดยในสหรัฐฯ ได้ทำการวิจัยกับอาสาสมัครถึง 3,000 คน พบว่าร้อยละ 80 ของอาสาสมัครที่ประสบความสําเร็จในการลดน้ำหนัก และควบคุมน้ำหนักไม่ให้กลับมาเพิ่ม เป็นคนที่ทานอาหารมื้อเช้าเป็นประจำทั้งนั้น และยังช่วยลดโอกาสเป็นโรคหัวใจอีกด้วย

นอกจากนี้ ผลการวิจัยหลายเรื่องได้กล่าวถึง การรับประทานอาหารมื้อเช้าที่มีคุณค่า มีความสำคัญเพราะว่า

การงดมื้อเช้า ทำให้กินจุกจิก (ภาพจาก http://www.gratisography.com)
  • คนที่กินอาหารเช้า มีพลังงานในการทำงานได้นานกว่า
  • การกินอาหารเช้า ทำให้ลดปริมาณการกินอาหารว่าง กินจุกจิกน้อยลง
  • คนที่ไม่กินอาหารเช้า มีอัตราการเผาผลาญอาหารต่ำกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะสูญเสียกล้ามเนื้อไป

ฉะนั้นไม่ว่าเราจะต้องการลดน้ำหนักหรือรักษาน้ำหนักให้คงที่ก็ตาม จำไว้เลยนะคะว่า อาหารมื้อเช้าคือ มื้อที่เราขาดไม่ได้เด็ดขาด แต่เราก็ไม่ควรอดอาหารมื้ออื่น เพราะผลที่ได้จากการอดอาหารมื้ออืน ๆ แม้จะไม่เท่าเราอดอาหารมื้อเช้า แต่ก็ไม่แตกต่างกัน เราจึงไม่ควรอดอาหารมื้อใดเลย ดีที่สุดคือ กินให้ครบทั้ง 3 มื้อเลย เพื่อสุขภาพ และรูปร่างที่ดีนะคะ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : ลดน้ำหนักด้วยบอดี้คีย์ (BodyKey) จาก 67 เหลือ 59 กรูทำได้!

เป็นเพื่อนกันได้ อ่านแล้วดีฝากแชร์ด้วยนะคะ

Line id : manussanank
Mobile : 089 447 2161

บอดี้คีย์ (BodyKey) ชงอย่างไร? ให้อร่อยเหาะ!

ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารก่อนที่จะมีบอดี้คีย์ คือโพสิทริม ซึ่งจำรสชาติของโพสิทริมได้ดีเลยทีเดียวว่า โพสิทริมชงกะน้ำเปล่าก็อร่อย ไม่ต้องคิดหาวิธีการให้ยุ่งยากเลย แต่พอเปลี่ยนมาเป็นบอดี้คีย์ เอ่อ! แบบว่ารสชาตินี่พี่ทำใจยอมรับแทบจะไม่ได้เลย อาจจะเพราะมันใหม่ยังไม่คุ้นลิ้น แต่พอผ่านไปหลายเพลา ก็มะคุ้นอยู่ดี 5555 ทำยังไงก็ไม่คุ้น แต่บอดี้คีย์นี่นี้ มีสารอาหารที่ช่วยลดน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นมากกว่าโพสิทริม แถมแคลอรี่ยังน้อยกว่า จาก 170 แคลอรี่ เหลือแค่ 130 แคลอรี่เอง ส่งผลให้การควบคุมแคลอรี่ทำได้ดีขึ้นมาก และระบบการเผาผลาญฟื้นคืนดีขึ้นได้ง่ายขึ้น เพราะสารอาหารครบมากๆ นี่เอง ในเมื่อคุณประโยชน์มันมากและดีซะขนาดนั้น ก็ต้องมาหาวิธีกินให้อร่อยขึ้น กินง่ายขึ้นกันดีกว่า ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้น ก็คนอะนะ มันยังต้องการรสชาติความรู้สึกอยู่ เลยต้องมาคิดหาสูตรการกินบอดี้คีย์ยังไง? ให้อร่อย ง่าย และสะดวกด้วย เรามาดูกันว่าบอดี้คีย์มีรสอะไรกันบ้าง

มีทั้งหมด 3 รสชาติให้เลือกตามชอบ คือ

  1. รสวานิลา  รสชาติออกหอมหวาน ถ้าไม่ชอบหวานอาจจะขนลุกได้ เป็นรสหวานจากหญ้าหวานนะคะ
  2. รสกาแฟ  รสชาติก็กาแฟนั่นแหละ หลายคนก็ชอบรสชาตินี้ สำหรับคอกาแฟทั้งหลาย อาจจะไม่เข้มข้นเท่ากาแฟจริงๆ
  3. รสช็อกโกแลต  อันนี้เหมือนกินช็อกโกแลต อาจจะไม่เข้มข้นมาก กลางๆ โดยปกติเราจะชอบชงบอดี้คีย์ผสมกับโปรตีน เพราะง่ายและสะดวก

สำหรับโปรตีนมี 4 รสชาติ ให้เลือก คือ

  1. ออลแพลนท์ โปรตีน
  2. โปรตีนรสชาเขียว
  3. โปรตีนรสช็อกโกแลต
  4. โปรตีนรสเบอรี่

วิธีการผสมให้อร่อย

บอดี้คีย์ รสวานิลา
1. บอดี้คีย์รสวานิลา 1 ซอง
2.โปรตีนชาเขียว 2 สกู้ป
3. น้ำเย็น 350 ซีซี
4. น้ำแข็ง 3 ก้อน

บอดี้คีย์ รสกาแฟ
1. บอดี้คีย์กาแฟ 1 ซอง
2. โปรตีนรสช็อกโกแลต 2 สกู้ป
3. น้ำเย็น 350 ซีซี
4. น้ำแข็ง 3 ก้อน

บอดี้คีย์ รสช็อกโกแลต
1. บอดี้คีย์รสช็อกโกแลต 1 ซอง
2. โปรตีนรสช็อกโกแลต 2 ช้อน
3. น้ำเย็น 350 ซีซี
4. น้ำแข็ง 3 ก้อน

หมายเหตุ

1. ทุกรสของบอดี้คีย์ เมื่อใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในแก้วเชคที่มีมาให้ในชุดเริ่มต้นแล้ว ก็เขย่า จะเต้นไปด้วยก็ได้นะคะ เพื่อเพิ่มการเผาผลาญ

2. ควรดื่มเลยทันทีหลังจากเขย่าเสร็จนะคะ อย่าทิ้งไว้นานเกินไปแล้วถึงมาดื่ม ไม่งั้นมันจะดูหนืดขึ้น เพราะในบอดี้คีย์มีไฟเบอร์ด้วยมันพองตัวขึ้นทำให้หนืด

3. ที่แนะนำมา 3 แบบการผสมนี้ บางคนก็ยังอาจจะไม่ชอบ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ลองผสมแบบอื่นๆ ดู เพื่อรสชาติที่โดนใจ

4. โปรตีนออลแพลนท์มีรสชาติที่จืด ถ้าต้องการกินเพิ่มก็อาจจะกินแยกต่างหาก โดยผสมน้ำส้ม หรือเติมเพิ่มเข้าไปกับบอดี้คีย์ แต่อย่ามากเกินไป เพราะมันทำให้รสชาติจืดจางลง

5. โปรตีนเบอรี่ อันนี้ผสมกินกับน้ำเปล่าแยกต่างหากก็ได้นะคะ ถ้าผสมกับบอดี้คีย์มันไม่เข้ากับรสต่างๆ หรืออยากลองดูแปลกๆ ก็ผสมกินดูนะคะ แล้วมาบอกด้วยว่า ชอบไม่ชอบอย่างไร

6. ที่แนะนำมาทั้งหมดยังไม่ชอบ แต่มีเวลา มีสูตรการทำที่บริษัทแนะนำมา ก็ทดลองทำดูกินดูได้นะคะ 

หวานเย็นได้สุขภาพกับไอศกรีมบอดี้คีย์ : Healthy Iced Pop

บอดี้คีย์ไทรเฟิล…สูตรนี้ การันตีแคลอรีน้อย : Toast Trifle

เชียพุดดิ้งกาแฟ…มื้อเช้าอิ่มนาน รับประทานง่าย : Coffee Chia Breakfast Pudding

ลองคัดเลือกผสมดูตามรสชาติที่เลือกซื้อมานะคะ อาจจะชอบมาก ชอบน้อย แต่เป้าหมายคือ น้ำหนักที่ต้องการ รูปร่างที่ต้องการ ฮึบ ฮึบ ซดเอื้อกๆ เข้าไปเลยคะ มันจะอร่อยขึ้นมาทันทีทันใด

เป็นเพื่อนกันได้ อ่านแล้วดีฝากแชร์ด้วยนะคะ

Line id : manussanank
Mobile : 089 447 2161

 

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : ลดน้ำหนักด้วยบอดี้คีย์ (BodyKey) จาก 67 เหลือ 59 กรูทำได้!

เครดิตภาพประกอบ Marcos Ramello

ถ้าอ่านแล้วดี ช่วยแชร์ต่อให้ด้วยนะคะ เป็นกำลังใจ ขอบคุณค่ะ

 

ลดด้วยตัวเองกับบอดี้คีย์ (BodyKey) หรือลดกับสถาบัน ค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร

เคยสังเกตกันรึป่าว? ตอนเราไปเดินตามห้างสรรพสินค้าเคยเดินหลงเข้าไปในโซน โซนหนึ่งคือ โซนสถาบันลดน้ำหนัก สารพัดสถาบันหน้าร้านสวยงาม ดูเลิศหรูอลังการ มีสาวสวย ๆ มายืนแจกยิ้ม เชื้อเชิญ ซึ่งมันมีเยอะพอ ๆ กะร้านขายเครื่องสำอางค์ ร้านขายเสื้อผ้า นั่นแสดงว่าประชาชนคนไทยน่าจะมีปัญหาเรื่องความอ้วนหรือน้ำหนักตัวกันมาก ไม่งั้น! สถาบันลดน้ำหนักคงไม่มากมายขนาดนี้ และจากข้อมูลที่เคยอ่านมาไม่แปลกใจค่ะ เพราะไทยเรามีคนอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ติดเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน เป็นรองแค่มาเลเซียประเทศเดียวเท่านั้นเอง อนาคตคาดว่าเราจะแซงขึ้นเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนในด้านน้ำหนักตัว น่าภูมิใจมั๊ยคะ ?

เดินดูมาเรื่อย ๆ จะเห็นสารพัดสถาบันไม่ว่าจะเป็น Slim Up center, SparCha slimming center, Body Shape, Marie France Bodyline, Kristie France นี่แค้่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งสถาบันเหล่านี้ก็จะมีดารามาเป็นพรีเซนเตอร์ ลดได้ 10 โลบ้าง 15 โลบ้าง แล้วแต่จะโปรโมท กันนะคะ

มันมีอยู่คำถามหนึ่งที่เรามักจะตั้งคำถามกันเกือบทุกคนที่ต้องการลดน้ำหนัก คือ “มันต้องใช้เงินเท่าไหร่คะ” เรามาดูที่โปรตอนที่เชื้อเชิญ ราคาเริ่มต้นที่ 30,000บาท ส่วนใหญ่นะคะ อาจจะแตกต่างกันตามแต่ละสถาบัน นี่แค่ราคาเริ่มต้นนะ! ถ้าเข้าไปใช้บริการจริง ๆ มักจะไม่หยุดที่ 30,000 บาทนะ โดยรวมแล้วบางสถาบันอาจถึงหลักเป็นแสนบาทได้เลยทีเดียวค่ะ ลองคิดกันง่าย ๆ ดูดีกว่า ว่าราคาที่ลดน้ำหนักต่อ 1 กิโล คิดเป็นเงินเท่าไหร่ ? เวลาเขาจัดให้เป็นคอร์ส ดูแต่ละสถาบันกันดีกว่าว่าเราต้องใช้เงินโดยประมาณเท่าไหร่ ?

โดยข้อมูลต่อไปนี้ที่จะยกตัวอย่างให้ดูนี้ ก็เป็นข้อมูลมาจากในอินเตอร์เน็ต จากประสบการณ์ผู้ไปใช้บริการ เปรียบเทียบกับการลดด้วยตัวเองกับบอดี้คีย์ ว่าต่อกิโลที่ลดได้ต้องใช้เงินเท่าไหร่ โดยเอาที่ 7 กิโลที่ลดได้เป็นเกณฑ์

เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
  • BodyKey ราคาต่อคอร์ส 19,800 บาท เฉลี่ยต่อกิโลก็ 2,828 บาท
  • SparSha Slimming center ราคาต่อคอร์สโดยประมาณ 30,000 บาท เฉลี่ยต่อกิโลก็ 4,285บาท
  • Kristie France ราคาต่อคอร์สโดยประมาณ 50,000 บาท เฉลี่ยต่อกิโลก็ 7,142 บาท
  • Body Shape ราคาต่อคอร์สโดยประมาณ 60,000 บาท เฉลี่ยต่อกิโลก็ 8,571 บาท
  • Slim up center ราคาต่อคอร์สโดยประมาณ 60,000 บาท เฉลี่ยต่อกิโลก็ 8,571 บาท
  • Marie France Bodyline ราคาต่อคอร์สโดยประมาณ 65,000 บาท เฉลี่ยต่อกิโลก็ 9,285 บาท

สถาบันลดน้ำหนักก็จะมีเครื่องมือต่าง ๆ สารพัดที่จะช่วยให้เราผอม
– เริ่มจากเขาก็จะวิเคราะห์รูปร่างก่อน น้ำหนัก ส่วนสูงเท่าไหร่ มวลกล้ามเนื้อ มวลไขมัน มวลกระดูก
– เครื่องปล่อยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ ลักษณะจะเป็นแผ่นสื่อนำคลื่นมาแปะตามตัว หรือจุดที่ต้องการ พอเปิดเครื่องแผ่นพวกนี้ก็จะปล่อยคลื่นออกมากระทำชำเรากับพุงของเรา
– เครื่อง Ultra Sound เครื่องนี้มีแทบทุกสถาบัน พนักงานก็เอาเจลเย็น ๆ มาทาเป็นตัวสื่อคลื่น แล้วก็เอาสายมาแปะให้เรา พนักงานบอกว่าเครื่องนี้สบาย ๆ นอนหลับได้เลย พอปล่อยคลื่นมา เจ็บจี้ด ๆ
– เครื่อง Stream เครื่องนี้ก็เหมือนเครื่องอบไอน้ำ แต่ทรมานมาก ร้อนเหมือนโดนต้ม
– เครื่องกระตุ้นการไหลเวียนน้ำเหลือง มันคล้าย ๆ เก้าอี้นวด เขาบอกว่ามันจะนวดไปตามต่อมน้ำเหลือง ให้ช่วยขับของเสีย
– เครื่องปล่อยคลื่นวิทยุ วิธีทำก็จะทาครีมหรือเซรั่ม แล้วเอาหัวปล่อยคลื่น RF มาวน ๆ ตามจุดที่มีไขมัน
– เครื่องดูดสูญญากาศ เครื่องนี้บางที่ก็บอกว่ากระชับสัดส่วน บางที่ก็บอกว่าตีให้ไขมันแตกตัว สรุปว่าเจ็บมากกกกก
– ปากกานำส่งเซรั่ม ลักษณะคือทาเซรั่มกระชับสัดส่วน แล้วใช้ปากกาลาก ๆ นัยว่าทำงานเป็นเข็มฉีดยา แต่ไม่ต้องฉีด คือปากกาจะนำส่งตัวยาผ่านผิวเข้าไปเคลมว่าดีกว่าการดูดซึมโดยการนวดถึง 9 เท่า
– นวดกระชับสัดส่วน อันนี้ถือเป็นไม้ตายคลาสสิกทุกสถาบันต้องมี เบสิคมาก ๆ คือการทาครีมแล้วนวด สบายดี เคลิ้ม
– พันร้อน
– พันเย็น

ดูราคาที่ยกตัวอย่างมาให้ดูแล้วเป็นไงกันมั่ง เห็นแล้วจะเป็นลม โอ้วววว มันต้องใช้เงินมากขนาดนี้เลยหรอ โดยหลัก ๆ แล้วการลดกับสถาบันลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือสารพัด อย่าง ดีอย่างไร แต่ก็ต้องควบคุมแคลอรี่ และออกกำลังไม่เช่นนั้นก็ไร้ผล และต้องใช้เวลาเดินทางไปที่สถาบันเพื่อลดน้ำหนัก มีเพื่อนสาวที่ตัดสินใจเข้าสถาบันลดน้ำหนัก เล่าให้ฟังว่า “ฉันจ่ายเงินตั้งเยอะแล้ว ยังบังคับ ห้ามกินนั่น ห้ามกินนี่อีก รู้งี้! …………..”

ส่วนการลดน้ำหนักด้วยตัวเองกับบอดี้คีย์ ไม่มีเครื่องมือกระตุ้นอะไร ต้องกระตุ้นตัวเองเท่านั้นให้มีวินัย ในการทำตามโปรแกรมการลดน้ำหนัก ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปไหน ส่วนค่าใช้จ่ายก็เป็นค่าตัวบอดี้คีย์ล้วน ๆ ก็ดูที่ภาพเปรียบเทียบดูค่ะว่า แบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน

ลองคิดดูนะคะว่า เราจะเลือกวิธีไหน เข้าสถาบันลดน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักด้วยตัวเองดี เราเป็นเจ้าของเงิน เรามีสิทธิ์เลือก แล้วคุณล่ะ! เลือกอย่างไรคะ ?

เป็นเพื่อนกันได้ อ่านแล้วดีฝากแชร์ด้วยนะคะ

Line id : manussanank
Mobile : 089 447 2161

 

ลดน้ำหนักแบบไม่ โยโย่ ทำได้อย่างไร

หลังจากทีได้น้ำหนักเป็นที่พอใจแล้ว ก็มีปัญหาที่กลัวเข้ามาอีกอย่างคือ กลัวว่าจะกลับมาอ้วนอีก หรือที่หลายคนรู้หรือเคยได้ยินบ่อย คือ “โยโย่” ถ้ากลับไปอ้วนใหม่มากกว่าเดิม นั่นก็แสดงว่า ที่อดทน มุ่งมั่น รวมทั้งเงินที่ลงทุนไปกับการลดน้ำหนักมาก็สูญเปล่า แถมน้ำหนักมากกว่าเดิมอีก ตายแหล่ว!  อกอีแป้นจะแตก (อีแป้นคือใคร ?) อย่าไปสนใจเลยค่ะ มาว่ากันเรื่อง “โยโย่” ของเราต่อดีกว่า

“โยโย่” เกิดจากอะไร ใครรู้บ้าง ? โยโย่เกิดจากการที่เราลดน้ำหนัก แต่เราดันลดน้ำหนักด้วยวิธีการที่ผิดๆ เช่น การอดอาหาร กินยาลดความอ้วน เป็นต้น หรือวิธีการอื่น ๆ ที่ทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายของเราลดน้อยลง ตัวอย่างเช่น จากเดิมอัตราการเผาผลาญอยู่ที่ 2,000 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน หลังจากลดน้ำหนักด้วยวิธีการผิด ๆ ไปซักพักหนึ่งแล้ว น้ำหนักก็ลดลงนะคะ แต่เป็นการลดลงของน้ำหนักที่มวลกล้ามเนื้อ ไม่ใช่มวลไขมัน ส่งผลให้ระดับการเผาผลาญของร่างกายลดลงเหลือแค่ 1,500 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

และแล้วเมื่อเรากลับมาทานอาหารปกติ ซึ่งเราจะได้พลังงานประมาณ2,000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน  แต่ตอนนี้ร่างกายเราเผาผลาญเพียง 1,500 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน เท่ากับเราเหลือแคลอรี่สะสม 2,000-1,500 = 500 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน เป็นแบบนี้ไปหนึ่งสัปดาห์น้ำหนักของเราจะเพิ่มขึ้น 500 x 7 = 3,500 กิโลแคลอรี่ ซึ่งเท่ากับ 0.5 กิโลกรัม ครบเดือนนึงน้ำหนักของเราจะเพิ่มขึ่น 0.5 x 4 = 2 กิโลกรัม  อุ๊ย! ต๊ายตาย อกอีแป้นจะระเบิด (อีแป้นมาอีกล่ะ)

ที่โหดร้ายขึ้นไปอีกครือว่า การเกิด “โยโย่” ของน้ำหนักที่เราลดได้ มันมักจะเปิ้ล 2 เท่าจากที่ลดได้ แบบว่า อยากลดน้ำหนักแบบผิด ๆ ดีนัก หมั่นไส้ แถมให้อีกเท่าตัว หุย! คิดง่าย ๆ ถ้าลดน้ำหนักจาก 70 เหลือ 60 ลดได้ 10 กิโล แต่ถ้าโยโย่ มันจะเปิ้ลกลับให้เพิ่มกลับ 20 กิโล กลายเป็นน้ำหนักกระโดดไปอยู่ที่ 60+20 = 80 กิโลกรัม อีแป้นเป็นลมแพร่บ!!! แล้วเราก็พยายามลดน้ำหนักอีก แต่ด้วยวิธีผิด ๆ อีก ทีนี้ล่ะ! น้ำหนักของเราจะกระโดดไกลไปเป็น 90 ถ้าทำผิดอีกเราก็จะกลายเป็น “สาวน้อย 100 โล กลิ้งกันไปเลยค่ะ” กลายเป็นยิ่งลด ยิ่งเพิ่มมากกว่าเดิม เอ้า! ตั้งสติมาอ่านต่อว่าทำไมการเผาผลาญของเราถึงลดลง

สาเหตุที่ทำให้ร่างกายของเรามีอัตราการเผาผลาญลดลง ในระหว่างที่ลดน้ำหนักแบบผิด ๆ มีสาเหตุมาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง หรือทั้งสองสาเหตุนี้รวมกัน คือ

  1. กินโปรตีนไม่เพียงพอ เพราะยิ่งเรามีมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งก็คือโปรตีน ในปริมาณมากขึ้นเท่าไหร่ ร่างกายของเราก็จะยิ่งเผาผลาญพลังงานมากขึ้นเท่านั้นเช่นกัน การที่เรากินโปรตีนไม่เพียงพอระหว่างลดน้ำหนัก จะทำให้ร่างกายสูญเสียโปรตีนหรือมวลกล้ามเนื้อไประหว่างลดน้ำหนักด้วย เมื่อโปรตีนในร่างกายได้รับน้อย มวลกล้ามเนื้อก็ลดลงร่างกายก็จะเผาผลาญลดลงตามไปด้วย โดยปกติเมื่อเราลดน้ำหนักแบบผิด ๆ เมื่อน้ำหนักลดลงทุก ๆ 4 กิโลกรัม มวลกล้ามเนื้อของเราจะหายไปถึง 1 กิโลกรัม
  2. ได้รับพลังงานจากอาหารน้อยเกินไปที่ร่างกายจะทำงานได้ตามปกติ  ร่างกายของเรามีอวัยวะต่างๆ มากมายที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา ร่างกายของเราจึงต้องการพลังงาน อย่างน้อย 800 กิโลแคลอรี่ เพื่อให้อวัยวะต่างๆ สามารถทำงานได้ตามปกตินะคะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเรากินอาหารได้พลังงานน้อยกว่า 800 กิโลแคลอรี่ก็คือ ร่างกายเราจะคิดว่าอยู่ในสภาวะอดอยากใกล้ตาย จึงเปลี่ยนระบบการทำงานให้ประหยัดพลังงานที่สุด เพื่อรักษาชีวิตให้อยู่ต่อไปได้นานที่สุด ทำให้ร่างกายอยู่ในโหมด จำศีล  อวัยวะแต่ละส่วนจะพยายามทำงานให้น้อยที่สุด ส่งผลให้ร่างกายเราเผาผลาญพลังงานน้อยลง ยิ่งอยู่ในสภาวะที่ได้พลังงานน้อยเกินไปนานแค่ไหน ร่างกายก็จะยิ่งเผาผลาญพลังงานน้อยลงเท่านั้น

เมื่ออวัยวะเราทำงานน้อยลงหรือทำงานบกพร่อง ทำให้เรามีโอกาสที่จะเป็นโรคต่างๆได้ง่ายขึ้น หรือเป็นแล้วหายยากขึ้น คนที่ลดน้ำหนักด้วยวิธีการผิด ๆ ที่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานน้อยเกินไป จึงมักสุขภาพไม่แข็งแรง น้ำหนักลดลงยาก น้ำหนักเพิ่มขึ้นง่าย คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หากทานอาหารที่ให้พลังงานน้อยเกินไป อาจจะทำให้อาการทรุดลงจนเสียชีวิตได้จึงควรระวังเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ร่างกายจะพยายามเก็บไขมันไว้ใช้ในยามจำเป็นให้มากที่สุด ผลก็คือเราจะมีไขมันสะสมเพื่อขึ้น มีปัญหาเรื่องสัดส่วน ส่วนเกินที่ไม่อยากมีมากขึ้น คนที่ลดน้ำหนักแบบผิดๆ จึงมักจะมีปัญหาเรื่องสัดส่วน ส่วนเกินมากกว่าคนที่มีน้ำหนักพอๆ กันที่ลดแบบถูกวิธี และปลอดภัย สุขภาพดีกว่า

แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะไม่ โยโย่ หลังออกจากโปรแกรมลดน้ำหนัก ง่าย ๆ ไม่ยากค่ะ แค่…..ก็ทำตรงข้ามกับสาเหตุที่ทำให้การเผาผลาญของเราลดลง โดยทำตามนี้ เด้อหล่า!

  1. กินโปรตีนให้เพียงพอในระหว่างลดน้ำหนัก เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อไว้
  2. กินให้ได้พลังงานไม่ต่ำกว่า 800 กิโลแคลอรี่ต่อวัน เพื่อไม่ให้ร่างกายของเราเข้าโหมด จำศีล

แม้ว่าเราจะลดน้ำหนักด้วยวิธีการที่ถูกต้องไม่ทำให้เกิดโยโย่ แต่เราจำเป็นต้องให้เวลากับร่างกายของเราปรับตัว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาหลังจากออกจากโปรแกรมลดน้ำหนัก เพราะร่างกายของเราจะมีการเก็บจดจำข้อมูลเรื่องการลดน้ำหนักของร่างกายเอาไว้ เพื่อให้ร่างกายเราทำงานได้อย่างเหมาะสม

ดังนั้นเมื่อเราลดน้ำหนักได้ตามที่ต้องการแล้ว เรายังต้องคงสภาพกาารกิน การออกกำลังกายเหมือนตอนที่เราเข้าโปรแกรมลดน้ำหนักต่อไปอีกสักระยะ แล้วค่อยๆ ปรับการกินและการออกกำลังกายให้กลับมาเป็นปกติ โดยใช้เวลาในการปรับตัวประมาณ 3-6 เดือน เพื่อให้ร่างกายสามารถจดจำน้ำหนักใหม่ของเราได้ แล้วหลังจากนั้นเราก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบมีความสุขตามปกติ โดยที่ไม่ทำให้เกิด “โยโย่” เย้! จบแบบ Happy Ending ค่ะ

เป็นเพื่อนกันได้ อ่านแล้วดีฝากแชร์ด้วยนะคะ

Line id : manussanank
Mobile : 089 447 2161

ลดน้ำหนักจนได้น้ำหนักที่ต้องการ กรูทำได้ยังไง! บอดี้คีย์ (Body Key)

เมื่ออดีตกาลฉันก็เคยเป็นผู้หญิงที่มีน้ำหนักถึง 67 กก. โอ้แม่เจ้า! ฉันเป็นผู้หญิงเหรอเนี่ย! เอวหนา หน้าด้าน เฮ้ย! ม่ายช่าย! หน้าบานเท่ากระด้ง (อันนี้พี่ๆ เพื่อนๆ ว่ามา) แต่ก็เฉยๆ นะ I don’t care แบบว่ามั่นใจกับหุ่นของตัวเองมากกกกก!!!!! เสื้อผ้าใส่ไม่ได้ก็ซื้อใหม่ ไม่เดือดร้อน 55555678 ขยับไซส์ไปเรื่อยๆ  ตอนนั้นคิดแบบนี้จริงๆ (มันเป็นวิธีปลอบใจตัวเอง)

แต่แล้ววันนึงก็เริ่มทนไม่ไหว เมื่อเดินขึ้นสะพานลอยข้ามถนน เริ่มเหนื่อย หายใจแรงขึ้น ถี่ขึ้น ไม่อยากขยับร่างกาย เลยก้มตัวลงนั่งบนสะพานลอย หายใจไม่ทั่วท้อง เริ่มคิดว่าทำไมร่างกายของเราถึงหนักจังเล้ย! เป็นอย่างนี้ต่อไปอายุคงไม่ยืนยาวแน่ๆ ไม่ได้ ไม่ได้ ม๊ายด้าย! สามีก็ยังไม่มีเป็นของตัวเองเลย สมองเริ่มคิดมองหาวิธีที่จะลดนำ้หนักเพื่อสุขภาพที่ดี หาวิธีเองเลยไม่ต้องปรึกษาใคร อ่านเจอสูตรไหนดีก็ทำตาม เอาล่ะเริ่มเลยวิธีแรก กินพริกไทยป่นมื้อละ 2 ช้อน เช้า กลางวัน เย็น คิดดูล่ะกันว่ารสชาดจะขนาดไหน ลองอยู่  7 วันก็เฉยๆ เลยหยุดกิน ปากเปิกร้อนแสบไปหมด วิธีนี้ไม่ได้ก็เริ่มมองหาวิธีการใหม่ล่ะ เอาล่ะอ่านเจอมาอีก ออกกำลังกายได้ผลชัวร์ เริ่มปฎิบัติการอีกรอบ ตื่นตี 4 ครึ่งวิ่งรอบสวนลุมเลย เช้าหนึ่งรอบ ต่อด้วยเต้นแอร์โรบิค 555 ผลคือเหนื่อยมากกกกก!! แต่น้ำหนักก็ไม่ลงอีก ไม่รู้ทำไม ? แต่ตัวเรารู้สึกร่างกายเราสดชื่นขึ้น เหมือนหมูอ้วนที่แข็งแรง เพื่อนบอกให้กินยาลดน้ำหนัก เราก็ไม่กล้า กลัวตาย กลัวเป็นข่าวหน้าหนึ่ง เสียชื่อเสียงวงษ์ตระกูลหมด เริ่มท้อแระ! จนปลงกะตัวเองว่า เอาวะมันคงไม่ลงแล้วล่ะ ทำใจ

จนมาเจอกะรุ่นพี่ที่รู้จักกัน เห็นเขาผอมลง หุ่นรูปร่างดีขึ้น ก็เลยถามว่า “พี่เป็นโรคอะไรหรือเปล่า หรือว่าลดน้ำหนัก ทำไมผอมลง” แปลกใจ เพราะเมื่อก่อนก็อวบอ้วนมาด้วยกัน กินมาด้วยกัน เลยได้คำตอบว่า พี่เขาลดน้ำหนักด้วยบอดี้คีย์ เลยขอให้พี่เขาเล่าให้ฟังว่า อยากลดน้ำหนักบ้าง ทำยังไง ทำยังไง พี่เขาก็ถามกลับว่าทำไมอยากลดน้ำหนักล่ะ บอกมาสัก 3 ข้อ ทำไมการลดน้ำหนักต้องตอบคำถามด้วย ความที่เราอยากรู้ ก็เลยต้องตอบคำถามพี่เขาไป เอาล่ะขอตอบเป็นข้อๆเลยล่ะกัน

1. อยากหุ่นสวย ดูดี อันนี้มาอันดับแรกเลย เพราะถ้าเราสวยความมั่นใจมาเต็ม
2. อยากสุขภาพแข็งแรง ไม่ต้องเป็นหวัดปีละ 4-5 ครั้ง มันน่ารำคาญ
3. ข้อนี้น่ะสำคัญ อยากให้หนุ่มๆ มองแบบไม่หมางเมิน

พอเราตอบคำถามเสร็จพี่เขาถามกลับว่ารู้จัก บอดี้คีย์มั๊ย ? ไม่เคยได้ยิน มันคือไร ? และวันนั้นก็เป็นวันแรกที่ได้รู้จักบอดี้คีย์ พอรู้ข้อมูลและวิธีการ และเห็นตัวอย่างตัวเป็นๆ ว่ากินแล้วผอม ลดน้ำหนักได้จริงๆ เลยตัดสินใจ เอาวะ ลองอีกสักครั้งเข้าโปรแกรมลดน้ำหนักด้วยบอดี้คีย์ เริ่มด้วยการคำนวณค่า BMI ได้เกิน 25 เป็นโปรแกรมลดน้ำหนักที่ใช้เวลา 2 เดือนในการปฏิวัติตัวเอง อย่างมีวินัย โดยพี่เขาได้เซ็ตผลิตภัณฑ์ตัวช่วยเท่าที่จำเป็นต้องใช้ในโปรแกรม

1. ตัวทดแทนมื้ออาหาร สารอาหารครบถ้วน แต่พลังงานแค่ 130 แคลอรี่

2.โปรตีน เสริมป้องกันการหายไปของกล้ามเนื้อระหว่างการลดน้ำหนัก

3. ตัวบล็อกแป้งและน้ำตาล  ลดอาการเสพติดคาร์โบไฮเดรต และลดแคลอรี่สู่ร่างกาย

4. ตัวรักษามวลกล้ามเนื้อและเพิ่มอัตราการเผาผลาญ 

5. ตัวซ่อมแซม ระบบการเผาผลาญ และเพิ่มอัตราการเผาผลาญ

พอได้ของครบก็เริ่มเข้าสู่โปรแกรมปฎิวัติตัวเองสู่การมีรูปร่างที่สมส่วน มีทำแบบสอบถามในแอพ BodyKey ผลออกมา อิอิ!!! แย่ในทุกด้าน อาทิ การนอน ความเครียด พฤกติกรรมการกิน การออกกำลัง ออกมาตรงข้ามกับที่คนหุ่นดีเขาปฏิบัติกันทุกด้าน เช่น เขาให้นอน 7-9 ชม.ต่อวัน แต่นี่นอนแค่ 5-6 ชม. แถมนอนดึก เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง ไม่มีไร เล่นเกมส์บนมือถือ ดูซีรี่ย์ อย่างความเครียด ก็คิดเอาเองนะว่าเป็นคนไม่เครียดนะ แต่ผลออกมา เครียดสูง นี่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย

2 สัปดาห์แรก บอกเลยว่ามีความอยากอาหารมากกว่าปกติ แต่เราก็ต้องทำตามโปรแกรมอย่างมีวินัย เพราะวินัย คือหัวใจสำคัญในการลดน้ำหนัก แค่ 3 วันแรก น้ำหนักก็หายไป 1 กก. กำลังใจเริ่มมา แรงฮึดมาเต็ม บอกตัวเองเอาอีก ทำต่อไป

พอเข้าสัปดาห์ที่ 3-4 ผลลัพธ์น้ำหนักก็ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่เร็วเท่า 2 สัปดาห์แรก กางเกงที่ใส่แล้วฟิตตัวแทบแตก จะสอดนิ้วเข้าไปเกาตูดก็ไม่ได้เลย แต่นี่กางเกงเอวหลวมเลย แบบว่าสอดมือเข้าไปได้สบายๆ เกาตูดได้สบายๆ ขึ้น 55555 ลองค้นตู้เสื้อผ้าที่เราเคยหมกไว้ เพราะใส่ไม่ได้ มันแน่นอก ไม่ใช่ อิอิ มันแน่นทั้งตัวมากกว่า ลองเอามาลองใส่อีกที โอ้วววววไม่น่าเชื่อ ใส่ได้ทุกตัว เพื่อนคนรู้จักเริ่มมีมาทักว่า ช่วงนี้ดูผอมลงนะ ก็แน่ละ น้ำหนักลดลงไปถึงตอนนี้ก็ 5 กก. ไปแล้ว

มาถึงช่วงสัปดาห์ที่ 5-8 รู้สึกว่ารอบเอว ต้นขา ต้นแขน ลดลง ฟิตและเฟิร์มมากขึ้น จากที่เคยเป็นคากิ ดูรูปร่างสมส่วนขึ้น แบบว่ามีทรวดทรงสมกับเป็นผู้หญิงมากขึ้น สรุปสุดท้ายครบ 8 สัปดาห์ 2 เดือน ลดน้ำหนักไปได้ 8 กก. โดยไม่โทรมเหมือนเมื่อตอนใช้สารพัดวิธีก่อนหน้านี้ สุดแสนประทับใจจริง ๆ

สัดส่วนที่ลดไปในระยะเวลา  2  เดือน

น้ำหนักลงไปได้ถึง        8      กก.

รอบเอวลดลงไปได้       7      ซม.

ต้นแขนลดไป                 3       ซม.

ต้นขาอวบลดไปได้       3       ซม.

รอบคอลดไป                1.5      ซม.

จากที่ได้ลดน้ำหนักด้วยตัวเอง และได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ปลอดภัยไม่โทรม สุขภาพดีขึ้นด้วย ตอบสนองทั้ง 3 ข้อที่พี่เขาถามตอนแรกเลย โดยเฉพาะข้อ 3 ไม่อยากจะบอก เดี๋ยวนี้มีหนุ่มเมียงมอง ไม่หมางเมินแล้วนะ สิบอกให่!  ตอนนี้ขอบอกว่ามีความสุขมาก ที่ได้อีกอย่างคือ มันทำให้เรากลายเป็นคนที่มีวินัยในการใช้ชีวิตมากขึ้น มั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น เลยได้ข้อสรุปอยู่ 2 ข้อนะว่า การที่เราจะลดน้ำหนักให้ได้ผลดี สิ่งที่เราต้องมี คือ

1. วินัย ในการปฏิบัติตามโปรแกรมลดน้ำหนัก

2. โค้ช หรือคนที่คอยช่วยเหลือให้ข้อมูล แนะนำ ปรึกษา และให้กำลังใจกับเรา

มาถึงตรงนี้ได้ก็ขอบคุณพี่เขาที่คอยเป็นโค้ชให้ ถ่ายทอดวิธีการ ความรู้เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก จนสามารถลดน้ำหนักได้ และทำให้เรานำความรู้คอยช่วยเหลือคนอื่น ๆ ที่ต้องการลดน้ำหนักได้

ชอบช่วยแชร์ต่อให้ด้วยนะคะ เป็นกำลังใจ ขอบคุณค่ะ

Link  :  https://goo.gl/k4VZyu

เป็นเพื่อนกันได้ อ่านแล้วดีฝากแชร์ด้วยนะคะ

Line id : manussanank
Mobile : 089 447 2161